JOURNEY BEGINS!

posted on 24 Jan 2011 01:36 by thesnowqueen  in TIPS
 
LESSON 4: FLIGHTS AND FLIGHTS AND FLIGHTS!!!!
 
Cool เป็นการนั่งเครื่องบินที่ยาวนานที่สุดในชีวิตก็ว่าได้สำหรับการไปอเมริกา
ออกจากสนามบินดอนเมือง เค้าเรียกกันว่า AFS รุ่นสุดท้ายที่บินจากดอนเมืองและกลับสุวรรณภูมิ เริ่ดๆเนอะ
 
Cool เที่ยวบินของเรา
ออกจากดอนเมือง สามชั่วโมง ถึงฮ่องกง
จากฮ่องกง สิบสี่ชั่วโมง ถึง LA (LAX) ซึ่งที่นี่ต้องผ่านด่านตรวจเข้าเมือง เหยียบแผ่นดินอเมริกาครั้งแรก
จาก LA ของเราบินต่อมาอีกสองชั่วโมงได้ Dallas และ อีกชั่วโมงนึง ถึง houston
เหนื่อยแฮ่ก!!!
 
Cool สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมเลย ตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต สำคัญมากๆ ถือติดมือตลอดนะ
การกรอกใบคนเข้าเมือง เค้าเรียกอะไรไม่รู้ กรอกค่อนข้างยาก ให้กรอกตั้งแต่บนเครื่องเลย
ปรึกษาเพื่อนได้ว่ากรอกอะไรยังไง ช่องอาหาร ถ้าเอาผงloboอะไรงี้ไปไม่ต้องกรอกนะ เค้าไม่เช็คหรอก
 
เพราะอย่างเราตอนนั้นปัญหาคือถึง LAX แล้วระบบเช็คอินของมันล่ม รอนานมากๆ เข้าไม่ได้
เวลาก็น้อย เปลี่ยนเครื่องแทบไม่ทัน เอ๋อมากๆ คือหา terminal ไม่เจอ วิ่งวุ่นวาย
รอเพื่อนอีก กลัวมันหลง ความจริงมันไปอยู่บนเครื่องแล้วต่างหาก แล้วพอเช็คอินที่อเมริกา
ปัญหาคือกระเป๋ามันไม่ได้เช็คทรู คือเราต้องแบกกระเป๋าแล้ววิ่งไปอีกterminal
 
เอ๋อมากๆ ไม่รู้อีกว่ามันมีหลาย terminal วิ่งมั่วซั่ว เกือบตกเครื่อง
แล้วที่สำคัญคือห้ามล็อคกระเป๋าตามกฏหมายเค้าอ่ะนะ หรือไม่ก็ต้องใช้ล็อคที่เค้ากำหนด
คือเค้าสามารถจะเปิดได้ ของสำคัญต่างๆควรถือติดตัว ของมีค่าอะไรคงไม่เอาไปกันมากอยู่แล้ว
แต่เผื่อๆไว้โดนค้นโดนอะไรด้วย เพราะเราไม่รู้หรอก
 
Cool เที่ยวบินภายในประเทศจะแตกต่างกับเที่ยวบินที่เรานั่งมา คือมันจะมีแต่ฝรั่งแล้ว
อาหารการกินก็ไม่มีอะไรมาก อาจจะมีโซดาให้เลือกแล้วก็ขนมนิดหน่อย
ไม่รู้โปรแกรมอื่นเป็นยังไงนะ แต่ของ AFS พอไปถึงคนที่อยู่ area เดียวกันจะบินไปด้วยกันจนถึง headquarter
อย่าง area เราจะอยู่ที่ houstan คือคนที่อยู่ zone IAH ทั้งหมด จะมาลงที่เดียวกันหมด
จากนั้นก็จะค่อยแยกกันไป รัฐอื่นๆก็จะนั่งรถบัส หรืออะไรก็ตามแล้วแต่
เมืองที่เราไปอยู่ใกล้ houston โฮสก็เลยมารับได้
 
จากนั้น ชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนก็เริ่มต้นขึ้นจริงๆ :))))))))
 
Cool ขากลับของเราปัญหาเรื่องวิ่งใน LAX เหมือนเดิมเด๊ะๆ คือเครื่องจาก houstonไม่บินเพราะติดพายุหิมะ
ดีเลย์ไปนานมากๆทำให้เครื่องมาถึง LA ช้า วิ่งกันไส้แหกเพราะเค้ารออยู่กันทั้งเครื่อง
 
ที่แตกต่างคือความรู้สึก แตกต่างมากๆ ความรู้สึกที่จากกันไปหนึ่งปีกับเพื่อน
กลับมาเม้าแตก เพราะไม่มีใคร ไม่มีใครอีกแล้วจริงๆที่จะรู้ว่า หนึ่งปีที่เราไปเผชิญมานั้น ไปเจออะไรมาบ้าง
มีแต่เพื่อนที่ไปด้วยกันเท่านั้นที่เข้าใจความรู้สึกของเรา ที่เราสามารถแชร์ได้และรู้ว่าเราหมายความว่ายังไง
ความรู้สึกต่างๆไม่สามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ แต่คนเหล่านี้ เข้าใจ :)
 
เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆค่ะ
 

ปลั๊กไฟที่เยอรมัน เป็นแบบ C, F

Volt 230v (ของไทย 220v) ไม่ต้องแปลง

  

READY TO FLY?

posted on 27 May 2010 01:59 by thesnowqueen  in TIPS

หลังจากหายไปนาน- -'' 

LESSON TWO 3 : PACKING IS HARD!
what do the exchange students need in the luggage?

ที่จริงความทรงจำเริ่มเลอะเลือนไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังจำได้ว่ามีหลายอย่าง
ที่เอาไปแล้วได้ใช้และจำเป็นอย่างมาก และบางอย่างก็ยังคงเอากลับมาด้วยแบบ untouched

 เริ่มที่ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า...สำหรับเราแทบไม่ได้ซื้อใหม่เลยนะ
ช๊อบปิ้งเยอะมากแต่ว่าไม่ได้เอากลับมาซักตัว ส่วนเสื้อผ้าที่เอาไปคือใส่เป้นร้อยๆครั้งได้
เพราะโรงเรียนที่ไปอยู่คือใส่ชุดอะไรไปก็ได้ ห้าชุดต่ออาทิตย์ ใส่ซ้ำๆ จนเบื่อเลยทีเดียว
กางเกงยีนมีประโยชน์สูงสุด ควรเอาไปอย่างยิ่ง ถ้าจะไปหาเอาดาบหน้าอาจจะไม่ชอบได้
เพราะกางเกงยีนที่เราซื้อใหม่ที่นั่น สุดท้ายไม่มีตัวไหนที่ชอบใจเลย - -''

 รองเท้า..ก็คิดว่าควรเอาไป อย่างน้อยก็ผ้าใบ เพราะใส่ทุกวัน
ทุกวันจริงๆ เราใส่คู่เดียวเกือบทั้งปีไม่ได้เปลี่ยน เพราะไม่มีคู่ไหนที่นั่นถูกใจ
เสื้อผ้า รองเท้า ทุกอย่างคือเชยมาก บอกได้เลย !!!
ถุงเท้าเอาไปเยอะๆ หน่อย แต่ซื้อเพิ่มได้ :)

 เครื่องสำอาง ยาสิว ครีม อะไรก็แล้วแต่ที่ใช้ สำคัญสุดน่าจะเป็นพวกยาสิวมากกว่า
เพราะอากาศและอะไรไม่รู้ ทำให้สิวบุกมาก TT กลับมาหน้าพังเลยทีเดียว
เหมือนไปอยู่แอฟริกามากกว่าอเมริกา ส่วนเครื่องสำอางก็ควรเอาไปนะที่เราใช้ประจำ
ของที่นู่นค่อนข้างหายาก ยิ่งถ้าได้ไปอยู่เมืองบ้านนอกๆ แบบเรา หาซื้อกันไม่ไหวเลย
แต่สไตล์การแต่งหน้าของเค้าค่อนข้างไม่เหมือนเรา จะเขียนตาดำปื๊ดๆ กันแบบปกติเลย
วันไหนไม่แต่งหน้ากันมาก็เหมือนผี หน้าซีดๆ ถ้าจะตามเทรนด์ก็ลองหัดเขียนตาดำๆดู ฮ่าๆ

 จำได้เรื่องคอนแทคเลนสกับน้ำยาล้าง ตอนนั้นเราไม่ได้ใส่แต่คนที่ใส่เค้าเอาไปกันนะ
คิดว่าน่าจะเอาไปดีกว่า คงไม่หนักหนาอะไรแค่ปีเดียว น้ำยาคงมีขาย แต่ตัวคอนแทค
อาจจะไม่ได้มีอย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นเอาไปเองอาจจะดีกว่าจ้ะ
อ่อ...อย่าลืมตัดแว่นไปเผื่ออีกอันด้วยนะ u never know when its needed.

 สิ่งของไทยๆ...ชุดไทยเราซื้อไปไม่ได้ใส่เลย มายืมได้ ฮ่าๆๆๆ
ก็มีบางคนที่ได้ใช้นะ แต่ก็อาจจะน้อยคน ส่วนของฝากจากไทยเอาไปติดไม้ติดมือบ้าง
เผื่อให้โฮสและแจกเพื่อนๆ ของฟรีใครก็ชอบจริงมะ เป็นอีกวิธี to make friends ด้วย
แต่ไม่ต้องขนไปเยอะนะ เปลืองเนื้อที่กระเป๋าพอดี

 อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับเราก็จะมี talking dict แต่ถ้าเรียกแบบนั้นอาจจะฮาได้
ที่นู่นให้ใช้คำว่า "translator" เราเอาไปแล้วมีประโยชน์มาก เรียกว่าขาดไม่ได้เลย
เอาไปโกงข้อสอบด้วย ฮ่าๆๆ อย่าบอกใครล่ะ ไม่มีใครอ่านไทยออกอยู่แล้ว
อยู่ที่นั่นเหมือนมีภาษาเป็นของตัวเอง สบายจริงๆ....

ที่เหลือก็แล้วแต่จะเอาไปกันนะ อย่างพวกกล้อง นี่ก็ recommended เพราะว่าเราถ่ายรูปเยอะมาก
เอาไว้ทำ scrap book ได้ เป็นความทรงจำดีๆที่ทุกคนอยากจะเก็บไว้อยู่แล้ว

อ๋อ.... อีกอย่างที่มีคนถามมาเยอะเกี่ยวกับผ้าอนามัย อันนี้เคยเป็นคำถามที่เราอยากรู้
มีคนบอกว่าที่นู่นใช้แต่ tampon คือผ้าอนามัยแบบสอด ที่จริงแล้วเค้าก็ใช้แต่แบบนั้นจริงๆ
เพราะว่ามันสะดวกแล้วก็ว่ายน้ำได้ด้วย...คำถามคือ มันจะมี pad ขายมั้ย?
คำตอบคือ....มี และไม่ต้องเอาไป เพราะเราเอาไป และเอากลับมาด้วย (เพื่ออะไรไม่รู้)
และจนบัดนี้เราก็ยังไม่เคยลองใช้ tampon เพราะก็ยังกลัวอยู่ดี ฮ่าๆๆๆ มันน่าหวาดเสียว

 

ส่วนสัมภาระ ไม่อยากให้เอาไปเยอะ เพราะขากลับมันจะงอกเงยโดยไม่รู้ตัว
คิดดูตอนไปเรามีกระเป๋าใบน้อยลากๆใบนึง มี carry on ใบนึงแบบเบาๆ
เกือบตายที่สนามบินเพราะต้องวิ่ง catch flight ที่ LA ขนาดมีน้อย
แล้วเรายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ไม่ควรทำให้ตัวเองมีภาระเยอะ
ขากลับเรามีกระเป๋าสองใบที่ใหญ่มาก carry on ที่หนัก7 กิโลเป๊ะะะ
เกือบตาย เพราะขากลับก็ต้องวิ่งเหมือนกัน.............
ไว้จะมาเล่าให้ฟังรอบหน้าเกี่ยวกับ flight ที่โหดร้ายทั้งไปกลับ :D

good luckkkkkkkk :))))

HOW TO MAKE THAI FRIENDS ?

posted on 07 Dec 2009 20:20 by thesnowqueen  in TIPS

FOR EXCHANGE STUDENT. . .

LESSON TWO 2 : MAKE "THAI" FRIENDS
How to make friends with Thai exchange students ?

เริ่มแรก ฝึกฝนจากการเริ่มหาเพื่อนกันก่อน
เพราะการเป็นเด็กแลกเปลี่ยนเราต้องอาศัยการมีเพื่อนมากๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่เป็นเด็กแลกเปลี่ยนด้วยกัน........

เราอาจจะต้องการที่ปรึกษาหัวอกเดียวกันในระหว่างที่อยู่เมืองนอก
แถมก่อนที่จะไปเราก็ยังต้องการที่ปรึกษาในหลายๆเรื่องอีกต่างหาก

แต่สำหรับบางคน (อย่างเราเอง)
ที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเปลี่ยนโรงเรียน เพื่อนที่มีอยู่ก็เพื่อนตั้งแต่เด็กจนโต
ไม่เข้าใจว่าการหาเพื่อนเป็นยังไง เค้า make friends กันยังไง
คิดนู่นนี้ กลัวไปต่างๆนาๆว่า ถ้าเราไม่มีเพื่อนจะเป็นยังไง........

 พยายามร่วมกิจกรรม
ก็พยายามติดต่อ รับรู้ข่าวสาร เค้าทำอะไรกันที่ไหนอย่างไร
keep up กับเพื่อนๆ ไหนดูซิ๊เค้ามีนัดไปไหนทำอะไรรึเปล่า
ก็พยายามไปบ้าง เจอะเจอทำความรู้จัก จะได้เจอเพื่อนใหม่
แล้วก็มองหาคนที่คิดว่าเข้ากับเราได้ เผื่อได้เพื่อนสนิทใหม่ๆด้วย

เราเองก็ได้เพื่อนรักเพื่อนซี้มาจากการเป็นเด็กแลกเปลี่ยนหลายคน
คุ้มค่ามากค่ะกับการ เปิดใจ รับเพื่อนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตบ้าง

อย่าไปกลัวว่าอุ๊ย เค้าจะชอบเรารึเปล่า เค้าจะนิสัยดีรึเปล่า ยังงั้นยังงี้ ไม่เวิค!

 คำว่า "เพื่อน" ต้องใช้ "ใจ"
เป็นตัวของตัวเองเข้าหาคนอื่นๆ แต่การเป็นตัวของตัวเองนั้น
เราควรมองหาเส้นที่คำว่า "พอดี" ด้วย เนื่องจากการเป็นตัวของตัวเอง
บางครั้งก็ขัดกับสายตาของคนอื่นๆ

จากประสบการณ์ของตัวเอง หลายๆครั้งที่มาเจอเพื่อนใหม่
แล้วมันมีคำว่า ไม่ชอบขี้หน้า จากพวกนิสัยผิวเผินต่างๆ เช่น
วิธีการพูดที่ไม่รักษาน้ำใจ พูดห้วนๆ ตรงๆ โผงผาง
กิริยาที่แปลกประหลาด มั่นใจ (เกินไป)

สาเหตุก็คือเราไม่รู้จักนิสัยพื้นฐานของคนใหม่ๆเหล่านั้น
เพราะบางที สิ่งที่เราเห็น อาจจะไม่จริง เสมอไป :)

เพื่อนของเราคนนึงที่เจอกันจากการเป็นเด็กแลกเปลี่ยน
แรกเจอเกลียดขี้หน้ามันมาก คนอะไรขี้โม้ขี้อวดชะมัด
พูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่น ติติง อย่างงั้นงี้ไปหมด........

แต่เมื่อเวลาผ่านไป....
นิสัยมันไม่ได้เปลี่ยนหรอกค่ะ
ปัจจุบันเป็นเพื่อนรักกัน มันก็ยังเหมือนเดิม ขี้โม้บ้าบอ
แต่เรารู้แล้วว่า ในใจนั้น เค้าเป็นคนดี :D

 

เพราะฉะนั้น "อย่าตัดสินคนที่ภายนอก และนิสัยภายนอก"
ดูกัน นานๆ น้ะจ๊ะ..............................................................